30 มกราคม 2562 กทม.สาหัสฝุ่นพิษฟุ้ง พระราม 2 พุ่ง 113 มคก. นักวิชาการมึนรบ.นิ่ง

ที่มา: https://www.naewna.com/local/392086

ค่าฝุ่นกทม.วิกฤติหนัก เกินค่ามาตรฐานทุกพื้นที่ วัดค่า PM 2.5 พุ่ง113 มคก./ลบ.ม.“ริมถนนพระราม 2”สาหัสขึ้นระดับสีแดง บิ๊กเต่านัดถกผู้ว่าฯกทม.ออกมาตรการแก้ปัญหาฝุ่นพิษ โยนพ่อเมืองสมุทรสาครมีอำนาจออกประกาศเขตควบคุม นักวิชาการสิ่งแวดล้อมจี้ออกประกาศคุมพื้นที่ เพื่อออกระเบียบแก้ปัญหา อย่าปล่อยให้จังหวัดพ่นน้ำ ล้างถนนลำพัง นายกฯส่งบิ๊กป้อม สู้ฝุ่น ปิ๊งไอเดียพ่นน้ำจากตึกใบหยก กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) รายงานสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน หรือ PM 2.5 ประจำวันที่ 29 มกราคมว่า จากสภาพอุตุนิยมวิทยาที่อากาศในช่วงเช้า พื้นที่ กทม.และปริมณฑล อากาศลอยตัวได้ลดลง ลมสงบ ไม่มีฝน จากสภาพเช่นนี้ทำให้ปริมาณฝุ่นละอองสะสมได้ ส่งผลทำให้สถานการณ์ PM2.5 พื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑล ปริมาณฝุ่นละออง PM 2.5 เพิ่มขึ้นจากเมื่อวันที่ 28 มกราคมทุกพื้นที่ โดยค่าฝุ่นละอองเกินค่ามาตรฐาน 50 มคก./ลบ.ม.ใน 36 พื้นที่ โดยพื้นที่ริมถนนเกินค่ามาตรฐาน 21 สถานี พื้นที่ทั่วไป เกินค่ามาตรฐาน 15 สถานี พื้นที่หนักที่สุดอยู่บริเวณทางคู่ขนานริมถนนพระราม 2 อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร วัดค่า PM2.5 ได้ 113 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (มคก./ลบ.ม.) หรืออยู่ในระดับสีแดง นอกจากนี้ พื้นที่ที่มีค่าฝุ่น PM 2.5 เกินมาตรฐาน ได้แก่ ริมถนนกาญจนาภิเษก เขตบางขุนเทียน กรุงเทพฯ แขวงบางนา เขตบางนา กรุงเทพฯ แขวงคลองจั่น เขตบางกะปิ กรุงเทพฯ แขวงดินแดง เขตดินแดง กรุงเทพฯ ริมถนนพระราม 4 เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ ริมถนนลาดพร้าว เขตวังทองหลาง กรุงเทพฯ ริมถนนดินแดง เขตดินแดง กรุงเทพฯ ตำบลนครปฐม อำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม ตำบลบางกรวย อำเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรี ตำบลคลองหนึ่ง อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี ตำบลทรงคนอง อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ ตำบลตลาด อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ คาดการณ์อากาศลอยตัวได้น้อย ลมพัดอ่อน ทำให้ปริมาณฝุ่นละอองมีโอกาสสะสมได้ กรมควบคุมมลพิษ (คพ.). รายงานสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาด PM 2.5 ในพื้นที่กทม.และปริมณฑล มีค่าฝุ่นอยู่ที่ 55-122 มคก./ลบ.ม. เกินค่ามาตรฐานอยู่ที่ 50 มคก./ลบ.ม. คุณภาพอากาศอยู่ในระดับ คุณภาพปานกลางถึงมีผลกระทบต่อสุขภาพซึ่งพื้นที่ที่มีค่าฝุ่นเกินมาตรฐานจนกระทบสุขภาพยังคงเป็นบริเวณริมถนนคู่ขนานพระราม 2 อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร พบค่าฝุ่นละออง 122 มคก./ลบ.ม.ซึ่งมากกว่าช่วงที่ผ่านมา มีความเห็นจากผู้ทรงคุณวุฒิด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุ ทำงานให้ประชาชนต้องจริงใจ อย่าแค่รอเวลา 1. อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาครมีค่าฝุ่น PM2.5 วันนี้สูงถึง 120 มค./ลบ.ม.ไปแล้วและมีค่าสูงอย่างนี้มาหลายวันต่อเนื่องก่อให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพประชาชนมากควรต้องประกาศใช้กฎหมายควบคุมพื้นที่ได้แล้ว 2.หน่วยงานส่วนกลางเช่น กรมอนามัยซึ่งมีบทบาทสำคัญด้านสุขภาพเป็นหลักแทนจะเป็นหัวหอกเรียกร้องแทนประชาชนกลับเงียบเป็นเป่าสาก กรมควบคุมมลพิษในฐานะเลขาคณะกรรมการควบคุมมลพิษเสนอว่า ถ้าฝุ่นเกิน 75 มค./ลบ.ม.จะให้จังหวัดใช้กฎหมายควบคุมพื้นที่ถึงวันนี้ก็เงียบเช่นกัน ทุกวันนี้ปล่อยให้จังหวัดล้างถนน พ่นน้ำไปตามลำพัง 3.สาเหตุหลักของพื้นที่นี้คือ ก่อสร้างทางหลวง มีรถยนต์ที่ปล่อยควันดำออกมา เนื่องจากการเผาไหม้ไม่สมบูรณ์ โรงงานอุตสาหกรรมจำนวนมากที่ปล่อยควันออกสู่อากาศ มีส่วนมากที่ทำให้ค่าฝุ่นละอองเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะกลางคืน และการเผาไหม้ในที่โล่งแจ้งทั้งเผาไร่อ้อย ขยะ ไร่นาทั้งในและรอบๆพื้นที่ เป็นต้น 4.ประกาศเขตควบคุมเหตุรำคาญตามพ.ร.บ.การสาธารณสุข 2561 หรือใช้มาตรา 9 ตามพ.ร.บ.สิ่งแวดล้อม2535 สั่งการได้แล้ว ตรวจทุกแหล่งกำเนิด สั่งห้ามและตรวจจับตามกฎหมายอย่างเข้มงวด ด้านรมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเผยว่า ช่วงบ่ายเดินทางไปร่วมประชุมกับผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อติดตาม การแก้ปัญหาฝุ่นละอองขนาด PM 2.5 ในกทม. และปริมณฑล ที่ประชุมคงมีมาตรการดำเนินการเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ในจังหวัดสมุทรสาคร ที่มีปริมาณค่าฝุ่นละออง PM2.5 สูงสุด และเกินมาตรฐานมาหลายวันนั้น อำนาจประกาศเขตควบคุมเหตุรำคาญ ตามพ.ร.บ.การสาธารณสุข 2561 เพื่อยุติแหล่งกำเนิดมลพิษเป็นอำนาจของผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร ออกประกาศหรือมาตรการมาดำเนินการได้ทันที ขณะที่นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แถลงหลังประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงปัญหาวิกฤตฝุ่นละอองในกทม.และ 5 จังหวัดปริมณฑลว่า ยังไม่สามารถแก้ปัญหาให้หมดในระยะเวลาอันใกล้ได้ จึงต้องหามาตรการที่เหมาะสม ทั้งระยะสั้นระยะยาว มาตรการเบาไปหาหนัก หารือกันและจะให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติที่มีรองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม เป็นประธานขับเคลื่อนบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวทั้งระบบ หารือภาพรวมอย่างมาตรการเร่งด่วนที่ทำไปแล้ว เช่น ฉีดพ่นน้ำแก้ปัญหาได้ระดับหนึ่ง วันนี้มีความคิดใหม่ ให้เพิ่มพ่นละอองน้ำจากตึกสูง เช่น จากตึกใบหยกลงมา ซึ่งเอกชนเสียสละเงินส่วนหนึ่งมาช่วยเหลือตรงนี้ด้วย โดยส่วนนี้กระทรวงกลาโหมกำลังดำเนินการ อย่างไรก็ตามในเรื่องนี้ไม่ได้ตำหนิใคร ตอนนี้ต้องหาความร่วมมือจากเอกชน โรงงานอุตสาหกรรมจะช่วยลดมลภาวะได้อย่างไร ที่จริงมีกฎหมายบังคับใช้อยู่แล้ว ต้องไปดูพอบังคับใช้หรือไม่ หรือต้องมีมาตรการพิเศษหยุดเครื่องจักรช่วงเช้า ช่วงเย็นได้หรือไม่ แต่หากเราไปบังคับมากๆ ก็จะส่งผลกระทบในส่วนอื่นด้วย ทั้งนี้มีการเสนอว่าหลายประเทศมีกฎหมายเฉพาะในเรื่องนี้ออกมา เป็นกฎหมายเชิงบูรณาการภาพรวมว่ากลุ่มอุตสาหกรรม ในภาคการเกษตรแต่ต้องปรับบริบทให้สอดคล้องกับสังคมไทย